“ชุดผลงานภาพจิตรกรรมที่หายไป
ของ ศิลปิน ชลูด นิ่มเสมอ ”
กว่า 10 ปีที่แล้วที่จิตวิญญาณนักผจญภัยได้พาคุณณรงค์ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะ MoNWIC มายังโรงหนังเก่าๆ เพื่อตามหากรุสมบัติที่หล่นหายไปในอดีต หลังจากได้ยืนยันว่าเป็นผลงานศิลปินแล้ว คุณณรงค์รีบนำผลงานทั้ง 3 ชิ้นมาฟื้นฟูซ่อมแซมใหม่ ภายหลังพบว่าผลงานภาพจิตรกรรมรูปทรงกลมทั้ง 3 ชิ้นนี้เป็นผลงานของอาจารย์ ชลูด นิ่มเสมอ ศิลปินในตำนาน
อาจารย์ ชลูด นิ่มเสมอเกิดในปีพ.ศ. 2455 ที่จังหวัดธนบุรีและสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยเพาะช่างและมหาวิทยาลัยศิลปากร นอกจากนี้ศิลปินยังได้รับวุฒิบัตรสาขาศิลปกรรมศาสตร์จากสถาบันประณีตศิลป์ (Rome’s Accademia di Belle Art) แห่งกรุงโรมประเทศอิตาลีอีกด้วย
ศิลปินเป็นนักศึกษารุ่นแรก ๆ ที่ได้เรียนศิลปะโดยตรงกับศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร ในปีพ.ศ. 2518 ดำรงตำแหน่งเป็นคณบดีคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร และก่อตั้งสาขาทัศนศิลป์ในปีพ.ศ. 2508 และสาขาจิตรกรรมไทยในปีพ.ศ. 2519 ผลงานของศิลปินคว้ารางวัลชนะเลิศและถูกคัดเลือกมาจัดแสดงในนิทรรศการเดี่ยวและนิทรรศการกลุ่มหลายครั้ง
ตลอดช่วงชีวิตที่ทำงานเป็นศิลปิน ผลงานศิลปินมีการพัฒนาออกเป็น 6 ช่วงโดยเน้นย้ำเรื่องราวแตกต่างกัน ทั้งนี้ผลงานชุดล่าสุดที่ศิลปินได้ฝากไว้ก่อนจากไปเมื่อปีพ.ศ. 2558 คือผลงานภาพวาดหมึกและภาพสีอะคริลิคบนกระดาษใบหม่อน จากประสบการณ์ทำงานในแวดวงศิลปะกว่า 60 ปี อาจารย์ชลูดยังคงความเป็น “ศิลปินชนบท” สังเกตได้จากการเลือกวัสดุผ้าใบที่ใช้ในการพิมพ์
นอกจากสร้างสรรค์ผลงานแล้วศิลปินยังเป็นผู้บุกเบิกความรู้ทางวิชาการศิลปะให้แก่ประเทศไทยโดยแต่ง “หนังสือองค์ประกอบของศิลปะ” ตำราทฤษฎีศิลปะสำหรับนักศึกษาสาขาทัศนศิลป์และอาจารย์ศิลปะ ถือเป็นคัมภีร์ชิ้นสำคัญที่ได้รับการเชิดชูเป็นวงกว้าง อาจารย์ชลูด นิ่มเสมอได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติในปีพ.ศ. 2541
ผลงานจิตรกรรมฝาผนังทั้ง 3 ชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปินในการคัดเลือกวัสดุที่นำมาใช้ในการสร้างผลงาน เช่น การนำผงซิลิคอนคาร์ไบด์ที่นิยมใช้ในภาพพิมพ์มาใช้สร้างสรรค์ผลงานด้วยเทคนิคโคลากราฟหรือการสร้างภาพพิมพ์ที่เกิดจากวัสดุปะติด ในสมัยนั้นมีเพียงอาจารย์ชลูดที่นำเทคนิคนี้มาใช้ นอกจากนี้ผลงานแนวศิลปะนามธรรมที่สร้างชื่อให้กับศิลปินในช่วงปีพ.ศ. 2510 ก็อาศัยเทคนิคภาพพิมพ์คล้ายคลึงกัน ผลงานในชุดภาพพิมพ์เทคนิคโคลากราฟจากยุคนั้นจะประกอบด้วยภาพพระอาทิตย์และพระจันทร์ กับพื้นหลังเป็นสีแดงและน้ำเงินซึ่งก็ปรากฎอยู่ในงานสามชิ้นนี้
นี่คือวินาทีที่ตอกย้ำความหลงใหลของนักสะสมผลงานศิลปะในฐานะผู้รักษามรดกทางวัฒนธรรมและในฐานะผู้เชิดชูความทรงจำของศิลปินเอกในประเทศไทย อย่างเช่นอาจารย์ชลูด นิ่มเสมอให้กลับมาโลดแล่นใหม่อีกครั้ง
